ตระกูลคณานุรักษ์

The Kananurak Family

หลวงสำเร็จกิจกรจางวาง
(ตันปุ่ย)
ต้นตระกูลคณานุรักษ์
ทายาทหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง ในงานพระราชทานเพลิงศพ ฯพณฯ สวัสดิ์ วัฒนายากร องคมนตรี เมื่อ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๕

หลวงสำเร็จกิจกรจางวาง ต้นตระกูลคณานุรักษ์ เดิมมีนามว่า “ปุ่ย แซ่ตัน” เป็นชาวจีน มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ ณ มณฑลฮกเกี้ยน ในแผ่นดินจีน ครั้นในสมัยพระนางซูสีไทเฮา ได้เดินทางโดยเรือสำเภาเข้ามายังเมืองสงขลา เพื่อขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารแห่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ด้วยความวิริยะ อุตสาหะ และความจงรักภักดีต่อแผ่นดินสยาม ท่านได้สร้างคุณงามความดีและประกอบความชอบอันยิ่งใหญ่ โดยอาสานำสมัครพรรคพวกชาวจีนเข้าร่วมช่วยราชการในการปราบกบฏพระยาตานีและพวก จนภารกิจสำเร็จลุล่วงด้วยดี เป็นที่พอพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง

ด้วยเหตุแห่งความดีความชอบดังกล่าว จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงสำเร็จกิจกรจางวาง” พร้อมทั้งได้รับหน้าที่เป็นนายกองหัวหน้าคณะคนจีน ทำหน้าที่สำคัญในการไกล่เกลี่ย ประสานสัมพันธไมตรี และธำรงไว้ซึ่งความสามัคคีระหว่างเจ้าเมืองฝ่ายไทยและเจ้าเมืองฝ่ายมลายู อันก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงแก่บ้านเมืองในยุคนั้น

ภายหลัง ท่านได้ตั้งรกรากและสืบสายสกุลอยู่ ณ เมืองปัตตานี นับแต่นั้นเป็นต้นมา และถือเป็นต้นตระกูล “คณานุรักษ์” ผู้สืบทอดเกียรติคุณและคุณงามความดีตราบจนปัจจุบัน

คุณพระจีนคณานุรักษ์ เจ้ากรมการเมืองปัตตานี

ประวัติความเป็นมา แห่ง ต้นสกุล “คณานุรักษ์”


คุณบุรินทร์ (รชฏ) คณานุรักษ์ (หลานนายกฯ ดิเรก คณานุรักษ์) ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 6 ได้บอกเล่าเรื่องราวของตระกูลคณานุรักษ์ ผ่านการรวบรวมข้อมูล ตั้งแต่ปี 2526 ซึ่งได้จากการค้นคว้า เก็บข้อมูล และสอบถามจากญาติผู้ใหญ่ในรุ่นที่ 4 และ5 หลายๆท่าน แม้ท่านเหล่านั้นจะชรามากๆแล้ว แต่ก็ยังมีความจำดีเลิศ  และทุกท่านล้วนมีเมตตาเล่าเรื่องราวต่างๆให้กับคุณบุรินทร์ (รชฏ) ฟัง  จากนั้น คุณบุรินทร์ (รชฏ) จึงได้ จดบันทึกและพยายามสืบเสาะหา เรื่องราวต่างๆ อีกทั้งเก็บรวบรวมเอกสารเอาไว้มากมาย   ซึ่งหลายๆส่วน ได้ถูกแบ่งปันให้กับคุณประยูรเดช คณานุรักษ์ และนายแพทย์ปานเทพ คณานุรักษ์ ได้รวบรวม และประมวลออกมาเพื่อจัดพิมพ์เป็นประวัติตระกูลขึ้นมา ในปี พ.ศ.2538  ซึ่งนับเป็นประโยชน์และมีคุณค่าเป็นอย่างมาก  เพราะนอกจากจะเป็นต่อลูกหลานในการศึกษา ประวัติบรรพชนและวงศ์ตระกูลแล้ว   ยังเป็นประโยชน์แก่สาธารณะชน ผู้สนใจทั่วไป  

วันหนึ่ง คุณบุรินทร์ (รชฏ) ได้มีรู้จักกับเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร (คุณประเสริฐโชค พึงใจ) ซึ่งทำงานอยู่ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ  จึงได้ทำหนังสือถึงท่าน เพื่อขอให้ช่วยสืบค้นบันทึกราชการ และเอกสารทางการต่างๆ จนได้เอกสารของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ   ที่มีมาถึงขุนพจน์สารบาญ เพื่อแจ้งสารว่า คุณพระจีนคณานุรักษ์ ผู้เป็นบิดา ได้ถึงแก่กรรมลง จึงทำให้ทราบว่า ในสมัยพระพุทธเจ้าหลวงนั้น ท่านทรงมีความสนิทสนมและไว้วางพระราชหฤทัยต่อหลวงจีนคณานุรักษ์เป็นอย่างมาก  ดังเช่นที่เห็นได้จากการสนองใต้เบื้องพระยุคลบาท ในทุกๆกาล ที่ทรงมีพระราชประสงค์สิ่งใด จากเมืองตานี  กรมมหาดเล็กหลวงก็จะแจ้งหลวงจีนคณานุรักษ์จัดหาส่งเข้าไปถวายอยู่ประจำ

ต้นตระกูลคณานุรักษ์

 หลวงสำเร็จกิจกรจางวาง เดิมชื่อ นายปุ่ย แซ่ตัน เป็นชาวจีนฮกเกี้ยน เดินทางอพยพจากประเทศจีนมายังประเทศไทย โดยมีความเชื่อและศรัทธาว่าพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งเป็นกษัตริย์ไทยในอดีต มีเชื้อสายชาวจีนฮกเกี้ยนเช่นกันนั้น จะทรงมีพระมหากรุณาให้พึ่งซึ่งพระบรมโพธิสมภาร

นายปุ่ยเดินทางโดยเรือผ่านประเทศเวียดนาม มาถึงประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๓ (พ.ศ. ๒๓๖๗) จากนั้นได้เดินทางต่อมายังเมืองสงขลา ซึ่งขณะนั้นมีเจ้าเมืองเป็นชาวจีนฮกเกี้ยนเช่นเดียวกัน และได้ประกอบอาชีพค้าขายและทำฟาร์มสุกรอยู่ที่นั่น

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๘๑ ได้เกิดเหตุการณ์กบฏเมืองไทรบุรี นายปุ่ยได้รวบรวมสมัครพรรคพวกเข้าร่วมปราบกบฏโดยอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเจ้าเมืองสงขลา เมื่อภารกิจสำเร็จ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงสำเร็จกิจกรจางวาง” และโปรดให้ย้ายมาประจำที่เมืองปัตตานี เพื่อปฏิบัติหน้าที่เก็บภาษีอากรในเขตมณฑลปัตตานี ซึ่งครอบคลุมพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

ภายหลัง หลวงสำเร็จกิจกรจางวางได้รับสัมปทานเหมืองแร่ดีบุกในจังหวัดยะลา และอาศัยอยู่ ณ บ้านเลขที่ ๒๗ ซึ่งปัจจุบันเป็นบริเวณศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว มีชุมชนชาวไทย ชาวจีน และชาวมุสลิมอาศัยอยู่ร่วมกัน เป็นย่านที่รู้จักกันในนาม “ตลาดจีน” หรือ “ตลาดกือดาจีนอ”

หลวงสำเร็จกิจกรจางวางเป็นผู้มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และเป็นที่รักใคร่ของผู้คนทั้งชาวไทย จีน และมุสลิม ตลอดจนเจ้าเมืองปัตตานีซึ่งสนิทสนมเป็นเพื่อนกัน


การสืบสานกิจการและความสัมพันธ์กับราชสำนัก

ภายหลังหลวงสำเร็จกิจกรจางวางถึงแก่อนิจกรรม บุตรชายคนโต นายจูเม้ง ตันธนวัฒน์ (หลวงสุนทรสิทธิโลหะ) ได้สืบต่อกิจการเหมืองแร่ ส่งสินค้าขายยังปีนัง แต่ได้ถึงแก่กรรมในวัยเพียงประมาณ ๓๐ ปี ในสมัยรัชกาลที่ ๔

ต่อมา นายจูไล ตันธนวัฒน์ (พระจีนคณานุรักษ์) ได้สืบทอดกิจการต่อ และเป็นที่รู้จักกันในนาม “กัปตันจีน” เนื่องจากมีเรือสำเภาจำนวนมาก ใช้ประกอบกิจการค้าขายกับต่างประเทศ

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เสด็จมณฑลปัตตานีเป็นครั้งแรก พระจีนคณานุรักษ์พร้อมด้วยนางเม้งจู พี่สาว (ภริยาของตระกูลโกวิทยา) ได้เป็นผู้อำนวยการจัดเตรียมการรับเสด็จ

ในครั้งนั้น พระองค์ได้เสด็จเยี่ยมศาลเจ้า โดยมีการปูผ้าขาวตั้งแต่ท่าน้ำถึงหน้าศาลเจ้าและวัดตานีนรสโมสร (วัดบางน้ำจืด) เมื่อทอดพระเนตรสินค้าพื้นเมืองที่ราษฎรนำมาจำหน่าย พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์สิ่งใด นางเม้งจูและพระจีนคณานุรักษ์ได้ถวายสิ่งของนั้นทั้งหมด จนเต็มลำเรือ

เมื่อเสด็จถึงวัดตานีนรสโมสร พระองค์ทอดพระเนตรเห็นว่าอุโบสถชำรุดทรุดโทรม จึงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ให้พระจีนคณานุรักษ์นำไปบูรณะวัด และโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “หลวงจีนคณานุรักษ์” ทำหน้าที่แม่กองควบคุมการบูรณะวัดตานีนรสโมสร และวัดมุจลินทวาปีวิหาร (วัดตุยง) จนแล้วเสร็จ พร้อมมีงานเฉลิมฉลองใหญ่โต

ในการเสด็จประพาสครั้งที่สอง พระองค์ได้โปรดให้ประดับธงแดงจากท่าน้ำไปจนถึงศาลเจ้าและวังจะบังติกอ ซึ่งยังมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายและป้ายร้านค้ารุ่นแรกของเมืองปัตตานีปรากฏอยู่จนถึงปัจจุบัน


การบำเพ็ญกุศลและพัฒนาศาสนสถาน

พระจีนคณานุรักษ์เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการบำรุงรักษาศาสนสถานของเมืองปัตตานี โดยได้พัฒนาวัดนิกรชนาราม (วัดหัวตลาด) จากพื้นที่เดิมซึ่งเป็นเพียงเมรุเผาศพและป่าช้า ให้กลายเป็นวัดที่มีสภาพสมบูรณ์ขึ้น เพื่อให้ชาวบ้านได้ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

นอกจากนี้ ท่านยังได้บูรณะศาลเจ้าขนาดเล็กให้กลายเป็นศาลเจ้าขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชนทั่วไป มีตำนานเล่าขานว่า “พระจอซูกง” หรือ “องค์ดำ (พระหมอ)” ได้ลอยมาตามลำน้ำและมีผู้พบโดยบังเอิญ เมื่อเห็นว่าเป็นองค์พระจึงนำมามอบให้พระจีนคณานุรักษ์ประดิษฐานไว้ในศาลเจ้า ผู้คนจึงนิยมมาบนบานขอพรให้หายจากอาการเจ็บป่วย

ภายหลัง พระจีนคณานุรักษ์ได้อัญเชิญองค์สลักเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจากกรือแซะมาประดิษฐาน ณ ศาลเจ้าแห่งนี้ เนื่องจากท่านได้บนบานไว้ว่า หากหายจากอาการป่วยจะอัญเชิญองค์เจ้าแม่มาประดิษฐานร่วมกัน ปัจจุบันศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวได้กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดปัตตานี ซึ่งมีผู้คนจากทั่วสารทิศเดินทางมากราบไหว้และบนบานขอพรให้สมความปรารถนา


การกำเนิดนามสกุล “คณานุรักษ์”

ภายหลังการประกาศใช้ พระราชบัญญัตินามสกุล ในสมัยรัชกาลที่ ๖
บรรดาลูกหลานของหลวงจีนคณานุรักษ์ได้ เห็นพ้องต้องกันในการเชิดชูประวัติวงตระกูล จึงได้นำนามพระราชทานของต้นตระกูล ของคุณพระจีนคณานุรักษ์ มาใช้เป็นนามสกุลประจำตระกูลว่า “คณานุรักษ์” เพื่อให้ลูกหลาน และชุมชนได้ระลึกถึงประวัติ คุณงามความดีของบรรพชน ซึ่งเหล่าลูกหลานคณานุรักษ์ ได้ใช้สกุลนี้ ใช้สืบกันต่อเนื่องเรื่อยมา มาจนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบัน ทายาทและเครือญาติของตระกูลคณานุรักษ์จำนวนมากพำนักอยู่ในกรุงเทพมหานคร แต่ยังคงสืบสานเจตนารมณ์แห่งความกตัญญูและความศรัทธาที่บรรพบุรุษได้วางรากฐานไว้ในจังหวัดปัตตานี

ลำดับรุ่นตระกูลคณานุรักษ์ และสายเครือญาติที่เกี่ยวเนื่อง

รุ่นที่ ๑

หลวงสำเร็จกิจกรจางวาง (นายปุ่ย แซ่ตัน)

  • ชาวจีนฮกเกี้ยน อพยพมาประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๓
  • ตั้งถิ่นฐานที่เมืองสงขลา ก่อนย้ายมาปัตตานี
  • ได้รับแต่งตั้งเป็น “หลวงสำเร็จกิจกรจางวาง” มีหน้าที่เก็บภาษีอากรในมณฑลปัตตานี (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส)
  • มีบุตรหลายคน โดยผู้สืบสายตรงของตระกูลคณานุรักษ์ คือ นายจูไล ตันธนวัฒน์

รุ่นที่ ๒

พระจีนคณานุรักษ์ (นายจูไล ตันธนวัฒน์)

  • บุตรของหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง
  • เป็นหัวหน้าชาวจีนปัตตานี สมัยรัชกาลที่ ๕
  • ได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่กองบูรณะวัดตานีนรสโมสร (วัดบางน้ำจืด) และวัดมุจลินทวาปีวิหาร (วัดตุยง)
  • มีบทบาทสำคัญในการบำรุงพระพุทธศาสนาและศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว
  • มีบุตรหลายคน โดย สายหลักสืบต่อเป็น “ขุนพิทักษ์รายา (นายหยง ตันธนวัฒน์)”

รุ่นที่ ๓

ขุนพิทักษ์รายา (นายหยง ตันธนวัฒน์)

  • บุตรของพระจีนคณานุรักษ์
  • สืบทอดกิจการค้าขายและกิจการเรือสำเภา
  • มีบุตรชายผู้สืบสาย คือ พระยาพิทักษ์ธรรมสุนทร (นายซ้ง ตันธนวัฒน์)

รุ่นที่ ๔

นายกฯ ดิเรก คณานุรักษ์

  • บุตรของขุนพิทักษ์รายา
  • มีผลงานด้านการปกครองและการค้าในมณฑลปัตตานี
  • มีบุตรหลายคน มีการแตกแขนงเป็นหลายสกุลในรุ่นต่อมา ได้แก่
    • สายคณานุรักษ์ (สืบจากบุตรชายคนโต)
    • สายวัฒนายากร
    • สายปริชญากร
    • สายเลาหะกุล

รุ่นที่ ๕

บุตรหลานของพระยาพิทักษ์ธรรมสุนทร

  • เป็นช่วงที่ลูกหลานได้รับราชการ และเริ่มตั้งถิ่นฐานกระจายออกจากปัตตานีไปยังสงขลาและกรุงเทพฯ
  • บุคคลสำคัญในรุ่นได้แก่
    • ฯพณฯ นายสวัสดิ์ วัฒนายากร (องคมนตรี) (ภรรยาคือ คุณหญิงปานจิตร วัฒนายากร)
    • พล.ต.ต.น.พ.วิบูลย์ วัฒนายากร
    • นายกุศล คณานุรักษ์
    • พ.ญ.สุคนธ์ มุ่งการดี (สามี คือ น.พ.ธัชชัย มุ่งการดี อธิบดีกรมอนามัย)

รุ่นที่ ๖

บุตรหลานรุ่นที่ ๖ ของสายต่าง ๆ

  • เป็นยุคที่ลูกหลานกระจายสู่ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร
  • หลายท่านเข้ารับราชการ เป็นนักธุรกิจ และนักวิชาการ
  • ตัวอย่างเช่น
    • สายคณานุรักษ์ – นายชูโชติ คณานุรักษ์, นายวิโรจน์ คณานุรักษ์
    • สายวัฒนายากร – นายปณิธาน วัฒนายากร คุณหญิงสุภัทรา วัฒนายากร
    • สายปริชญากร – นายสมบัติ ปริชญากร, นางจันทรา ปริชญากร
    • สายเลาหะกุล – นายอรุณ เลาหะกุล, นางสาวจิตรา เลาหะกุล

รุ่นที่ ๗

บุตรหลานปัจจุบัน (คณานุรักษ์ และสายเครือญาติ)

  • ตั้งถิ่นฐานอยู่ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง
  • ยังคงมีการรวมญาติและประกอบพิธีบูชาศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเป็นประจำ
  • ตัวอย่างสายสกุลในรุ่นนี้ ได้แก่
    • คณานุรักษ์ – นายภูวเดช คณานุรักษ์, แพทย์หญิงพัทธนันท์ คณานุรักษ์
    • วัฒนายากร – นายพีระ วัฒนายากร, นางสาวอรณิชา วัฒนายากร
    • ปริชญากร – นายธนกร ปริชญากร, นางสาวณัฐชยา ปริชญากร
    • ปัทมานุช – นายภาคภูมิ ปัทมานุช, นางสาวจุฑาทิพ ปัทมานุช
    • มหธราดล – นางสาวสิวิภา มหธราดล, นางสาวปภาสิริ มหธราดล
    • เลาหะกุล – นายปราโมทย์ เลาหะกุล
    • รัตรสาร / รัตนปราการ – นายชาญชัย รัตรสาร
    • โกไศยกานนท์ศุภสินธุ์สมัครพันธุ์สาครินทร์ – สายเครือญาติที่สืบเชื้อสายร่วม

(English Version)

The History of the Khananurak Family

Luang Samretkitkorn Changwang

Luang Samretkitkorn Changwang
(“Luang” is a Siamese noble title bestowed upon mid-to-high-ranking royal officials)

Luang Samretkitkorn Changwang, the progenitor of the Kananurak family, was originally named “Pui Tan” (ตัน being his Chinese surname). He was of Chinese origin, with his ancestral home in Fujian Province, China. During the reign of Empress Dowager Cixi, he traveled by traditional Chinese sailing vessel to Songkhla in order to seek the royal protection and benevolence of His Majesty King Nangklao (Rama III) of the Rattanakosin Kingdom.

Through his diligence, perseverance, and unwavering loyalty to the Kingdom of Siam, he rendered distinguished service and performed deeds of great merit. He volunteered to lead and organize groups of Chinese settlers in assisting the royal authorities in suppressing the rebellion of the Raja of Patani and his followers, successfully bringing the mission to completion and earning great royal favor.

In recognition of these meritorious services, he was graciously appointed by royal command to the noble title of “Luang Samretkitkorn Changwang.” He was also entrusted with the role of commander and leader of the Chinese community, bearing important responsibilities in mediation, fostering amicable relations, and maintaining harmony between the Thai governors and the Malay rulers, thereby contributing to peace, order, and stability in the region during that era.

Thereafter, he established his family and lineage in Pattani, where his descendants continued to reside. From that time onward, he became recognized as the founder of the “Kananurak” family, whose descendants have preserved and carried forward the family’s honor and virtuous legacy to the present day.

Phra Jin Khananurak, The Head of Pattani City

The Khananurak Family

Biography of Amat Tri Phra Jin Khananurak (Julai Tanthanawat)

Amat Tri(a royal court official rank in Siam) Phra Jin Khananurak, (originally Mr. Julai Tanthanawat), was born on a Sunday, in the 12th lunar month, in the Year of the Goat, B.E. 2390 (1847). He was the third son of Luang Samretkitkon Jangwang of Pattani, the founding ancestor of the Khananurak family—one of Pattani’s oldest families.

Phra Jin Khananurak was a highly diligent man who built a stable livelihood for himself and his family, earning the trust of King Chulalongkorn (Rama V), who appointed him as the leader of the Chinese community in the Monthon Pattani.


Family History as Recounted by the 6th Generation

Mr. Burin Khananurak, a sixth-generation descendant, gathered historical information beginning in 1983 by researching documents and interviewing elderly relatives of the 4th and 5th generations. Although they were already advanced in age, they still possessed an excellent memory and kindly recounted many stories.

Mr. Burin documented these accounts, collected many supporting documents, and shared materials with Mr. Prayuradet Khananurak and Dr. Panthep Khananurak, who compiled the information into a printed family history in 1995. This publication has been highly valuable both for descendants and for the general public interested in Pattani’s history.

Later, Mr. Burin consulted Mr. Prasertchok Puengjai, an officer of the National Archives, who helped locate official records, including correspondence from Prince Damrong Rajanubhab notifying Khun Phot Saraban of the passing of his father, Phra Jin Khananurak.

This confirmed that King Rama V trusted and was very close to Luang Jin Khananurak. Whenever the king requested goods from Pattani, the royal pages would instruct Luang Jin Khananurak to procure and send them.


Founding Ancestor of the Khananurak Family

Luang Samretkitkon Jangwang (also known as Tan Pui) , a Hokkien Chinese immigrant who traveled from China to Siam.

Mr. Pui traveled by ship via Vietnam, arriving in the reign of King Rama III (1824–1851). He settled first in Songkhla, whose governor at the time was also a Hokkien Chinese.

Role in the Kedah Rebellion (B.E. 2381 / 1838)

When the Kedah Rebellion occurred, Mr. Pui assembled a group to support the governor of Songkhla in suppressing the uprising. For his service, he was granted the noble title “Luang Samretkitkon Jangwang” and appointed to Pattani to oversee tax collection in the areas that today are Pattani, Yala, and Narathiwat.

He later received a concession to operate a tin mine in Yala and lived at house number 27, now the site of the Lim Ko Niao Shrine, in a multicultural community known as Talat Chin / Talat Kueda Chino.

He was known as a generous man beloved by Thai, Chinese, and Muslim communities alike, as well as by the governor of Pattani.


Continuation of the Family Legacy and Royal Ties

After Luang Samretkitkon Jangwang passed away, his eldest son Mr. Jumeng Tanthanawat (Luang Sunthorn Sitthiloha) inherited the mining business and exported goods to Penang, but died young, around age 30, during the reign of King Rama IV.

The younger brother, Mr. Julai Tanthanawat (later Phra Jin Khananurak), continued the business and became known as the “Captain Chin”, owning numerous junks trading internationally.

Reception of King Rama V in Pattani

When King Rama V visited Pattani for the first time, Phra Jin Khananurak and his sister Mrs. Mengju (wife of the Govithaya family) oversaw the preparations.
A white carpet was laid from the pier to the Chinese shrine and Taninorasamosorn Temple (Bang Nam Chuet Temple). The king inspected local goods, and whatever he desired, the siblings presented in full until the boat was filled.

At Taninorasamosorn Temple, the king noticed the dilapidated state of the ordination hall and granted his personal funds to Phra Jin Khananurak for renovations. The king then appointed him Luang Jin Khananurak, responsible for overseeing the restoration of Taninorasamosorn Temple and Mujalinthawapi Temple (Tu Yong Temple), which were completed with great celebration.

During the king’s second visit, red flags were hung from the pier to the shrine and the Chabang Tiko palace—evidence of which appears in old photographs and signage still visible today.


Religious and Community Contributions

Phra Jin Khananurak also renovated Nikornchanaram Temple (Hua Talat Temple), originally just a cremation ground, transforming it into a functional religious site.

He expanded a small Chinese shrine into a large and respected one. A legend tells of Phra Jor Su Kong / Ong Dam (The Black Deity or Physician Deity) floating down the river and being found accidentally; it was given to Phra Jin Khananurak to enshrine, and soon became a popular place for people to pray for healing.

Later, he fulfilled a vow by bringing the carved image of Lim Ko Niao Goddess from Krue Se to enshrine at the shrine after recovering from illness. Today, the Lim Ko Niao Shrine is one of Pattani’s most sacred and most visited sites.


Origin of the Surname “Khananurak”

After the Surname Act was enacted during the reign of King Rama VI, the descendants chose to adopt the title-name “Khananurak” as their family surname.
It continues to this day.

Most descendants now reside in Bangkok, though they continue to uphold the values, gratitude, and faith established by their ancestors in Pattani.


Generational Lineage of the Khananurak Family

Generation 1

Luang Samretkitkon Jangwang (Mr. Pui Sae Tan)
– Hokkien Chinese immigrant
– Governor-appointed tax collector of Pattani region
– Father of several children, including Mr. Julai Tanthanawat, ancestor of the main Khananurak line

Generation 2

Phra Jin Khananurak (Mr. Julai Tanthanawat)
– Head of Pattani’s Chinese community
– Trusted lieutenant to King Rama V
– Major contributor to temple and shrine restorations
– Father of multiple children; main lineage continues through Khun Phithak Raya (Mr. Yong Tanthanawat)

Generation 3

Khun Phithak Raya (Mr. Yong Tanthanawat)
– Continued maritime trading and the junk fleet
– Father of Phra Yaphithak Thammasunthorn (Mr. Song Tanthanawat)

Generation 4

Mayor Direk Khananurak
– Key administrator and merchant
– Ancestor of four major branch families:

  1. Khananurak
  2. Watthanayakon
  3. Parichayakon
  4. Laohakul

Generation 5, 6, 7

– Extensive branches settling in Pattani, Songkhla, Bangkok
– Many became government officials, physicians, business leaders, and scholars
– Continued reverence for the Lim Ko Niao Shrine and annual gatherings